วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2552

พื้นฐานของการทำการตลาด

คุณเป็นคนเคยอวดอ้างว่าสักวันหนึ่ง.......
คุณจะประสบความสาเร็จที่ยิ่งใหญ่
การที่คุณอวดอ้างเช่นนั้น
ความจริงก็ปรารถนาเพียงเพื่อ...........
จะแสดงว่า... คุณมีความรู้มากเพียงไร และคุณจะไปได้ไกลแค่ไหน
นี่ปีหนึ่งก็ได้ผ่านไปแล้ว....................
คุณมีความคิดเห็นใหม่ๆอย่างไรบ้าง
คุณได้สร้างสรรค์งานที่สาคัญมากน้อยเพียงไร
ตลอด......สิบสองเดือนที่ได้ผ่านมาแล้วนี่
มีสักกี่เดือนที่คุณได้ประสบความสาเร็จ
และพร้อมที่จะตั้งต้นใหม่อีก
หรือว่าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง..............
เราหาไม่พบชื่อคุณในบัญชีรายชื่อผู้ที่ตั้งตัวได้
ไหนลองอธิบายข้อเท็จจริงในเรื่องนี้สักหน่อย
ความล้มเหลวของคุณนั้น มิได้เป็นเพราะคุณไม่มีโอกาสหรอก
แต่เป็นเพราะ.....คุณไม่ยอมลงมือทำต่ำงหำก


คุณรู้ไหมว่าในแต่ละปี คนที่เสียภาษีระดับต้นๆของเมืองไทยเขามีอาชีพอะไร ในที่นี้เราไม่รวมเจ้าของธุรกิจนะ 8 ใน10 คน มักจะมีอาชีพเป็นนักขาย ถ้าความจริงเป็นอย่างนี้แล้วคุณจะเลือกอะไร?
การสร้างธุรกิจของคุณก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเกี่ยวกับอะไรก็แล้วแต่ สิ่งแรกที่คุณจะต้องทำหรือเรียนรู้เป็นอย่างมากก็คือ “การขาย” แล้วถ้าคุณบอกว่า คุณไม่ชอบการขาย แต่อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง คุณก็ลืมความคิดที่จะมีธุรกิจเป็นของตัวเองได้เลย แม้กระทั่งแพทย์ที่เปิดคลินิก ยังต้องขายความชำนาญเฉพาะด้านที่เขาได้ร่ำเรียนมาในการรักษาคนไข้ ร้านขายก๋วยเตี๋ยวยังต้องขายความอร่อยและความสะอาดของมันเลย ไมโครซอฟท์เอง ก็ยังต้องขายความทันสมัยของซอร์ฟแวร์และความสะดวกสบายในการใช้คอมพิวเตอร์กับระบบปฏิบัติการบนวินโด่วส์ แล้วถ้าคุณอยากมีกิจการเป็นของคุณเอง คุณก็ต้องเรียนรู้เกี่ยวกับการขาย ซึ่งหลักการต่างๆเหล่านี้จะทำให้คุณสามารถ นำพาธุรกิจของคุณหรือองค์กรที่คุณสร้างขึ้นมา ก้าวไปสู่ความสำเร็จได้อย่างไม่ยากเย็นอะไร


การขายในที่นี้ถ้าในเชิงหลักจิตวิทยา ก็คือการโน้มน้าวจิตใจคนนั่นเอง ถ้าผมเปลี่ยนจากคำว่า “การขาย” มาเป็นคำว่า “ศิลปะการโน้มน้าวจิตใจคน” คุณก็จะรู้สึกว่ามันน่าสนใจขึ้นแล้วใช่ไหม? เพราะเวลาผมพูดถึงการขายทีไร มีแต่คนส่ายหัวแล้ว ไม่เอาด้วยเสียเป็นส่วนมาก ทั้งๆที่สองคำนี้โดยความหมายมันต่างกัน แต่โดยผลของมันแล้ว ไม่ได้ต่างอะไรกันหรอกเพียงแต่คุณคิดไปเองเท่านั้น การขายก็คือ “การที่ทาให้ผู้มุ่งหวังของคุณซื้อสินค้าของคุณ” ส่วนการโน้มน้าวจิตใจคนก็คือ “การทาให้คนที่คุณสนทนาด้วยเชื่อในความคิดของคุณ”


มาถึงตรงนี้คุณเห็นไหมว่า มันเริ่มเกี่ยวข้องกับผู้คนทั้งสิ้น ถ้าคุณอยากทำธุรกิจของคุณอย่างสง่างามโดยที่ไม่ต้องเที่ยวเร่ขายของ มีทางเดียวเท่านั้นก็คือ....... คุณต้องทำให้เขารู้จักคุณหรือสินค้าของคุณนั่นหมายถึง “หลักการตลาดมวลชน” หลักการตลาดมวลชนในที่นี้ถ้าจะวิเคราะห์กันให้ลึกๆแล้วก็คือ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับ “กฎธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์” เท่านั้น แล้วนี่ก็คือ สิ่งที่ผู้ประสบความสำเร็จในธุรกิจทั้งหลายได้นำมันไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตัวเขาเองและธุรกิจของเขา
ในเรื่องกฎธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์นั้น เป็นบทเรียนที่ผมอยากจะให้คุณทำความเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ เพราะนี่เป็นหัวใจที่สำคัญที่จะทำให้คุณสามารถพัฒนาไปสู่การเป็น นักโน้มน้าวจิตใจคนที่ยอดเยี่ยม นักการตลาดที่เข้าใจความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง รวมทั้งสามารถนำมันไปใช้ในหลักการตลาดที่จะทำให้ธุรกิจของคุณหรือสินค้าของคุณเข้าสู่ตลาดผู้บริโภคของคุณได้อย่างแท้จริง ได้อย่างไร? เพราะหลักการต่างๆเหล่านี้คุณจะสามารถใช้มันในด้านโฆษณาประชาสัมพันธ์ โปรโมชั่น หรือโปรโมทสินค้าและธุรกิจของคุณเอง ในอินเตอร์เน็ท ซึ่งเป็นที่ๆคุณสามารถทำการตลาดหรือประชาสัมพันธ์สินค้าหรือธุรกิจของคุณด้วยการลงทุนที่น้อยที่สุด สามารถประเมินผลได้อย่างดีให้กับคุณด้วย
E-Commerce หรือตลาดออนไลน์ กำลังมีบทบาทกับการทำธุรกิจในโลกแห่งอนาคต


นักการตลาดมืออาชีพ เขาจะโฟกัสไปที่เป้าหมายของเขาอย่างชัดเจน หรือเขารู้ว่าตลาดของเขาอยู่ที่ไหน และเขายังรู้อีกว่า สินค้าของเขาไม่ได้ต้องการขายให้กับคนทุกๆคน ดังนั้นเขาจะเลือกกลุ่มที่เขาต้องการจะขายแล้วมุ่งไปยังกลุ่มนั้น ผมจะยกตัวอย่างเรื่องนี้ให้คุณเห็นชัดขึ้น คุณเคยสังเกตโฆษณาในทีวีไหม ขนมที่เด็กๆชอบกิน นักการตลาดมืออาชีพเขารู้ว่า จะโฆษณาเวลาใดถึงจะได้ผลเช้าวันเสาร์-อาทิตย์ คุณจะพบเห็นมันอยู่เกลื่อนทีวีแทบทุกช่อง แล้วคุณว่า ถ้าเอาขนมเด็กมาโฆษณา ตอนเวลาประมาณสัก 4 ทุ่ม ของวันธรรมดาจะเป็นอย่างไร หรืออย่าง เมอร์ซิเดสเบนซ์ เขาผลิตรถยนต์ ออกมาราคาแพงๆ เขาก็ไม่ได้ต้องการจะขายให้กับคนทุกๆคนจริงไหมครับ
นักการตลาดที่เข้าใจกฎธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์เขาจะชี้ให้คุณเห็นว่า.... “ทาไมคุณต้องเลือกสินค้าเหล่านั้น? แล้วกลุ่มเป้าหมายของเขาคือใคร? เหตุผลอะไร?ที่เขาต้องซื้อ” อย่างเช่น รถยนต์เมอร์ซิเดสเบนซ์ เขาขายอะไร? เขาขายความหรูหราใช่ไหม วอลโว่หรือ เขาขายอะไร? เขาขายความปลอดภัย คุณเห็นไหมเขาขายรถยนต์เหมือนกัน แต่เขาขายคนละกลุ่มของลูกค้าเลย คนที่เลือกความหรูหราภูมิฐาน กับคนที่เลือกความปลอดภัย เป้าหมายทางการตลาดเขาเด่นชัดมาก คิดง่ายๆ วอลโว่มีแต่รถครอบครัวที่มุ่งเน้นไปที่ความปลอดภัยเป็นอันดับแรกๆในการออกแบบรถยนต์ของเขา เขาไม่เคยผลิตรถสปอร์ตหรือลีมูซีนเลย คุณว่าจริงไหม แล้วถ้าเขาผลิตออกมาหละคุณคิดว่าจะเป็นอย่างไร เขาจะขายได้ไหม?......... ผมหวังว่าคุณคงได้คำตอบแล้วสินะ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น